×
×

ประวัติความเป็นมาของรถโดยสารสองชั้น


 รถบัสโดยสาร (อังกฤษ: Double-deckerbus) เป็นยานพาหนะสองชั้นและมีความสูงประมาณ 4 เมตร พบมากในลอนดอน ประเทศอังกฤษ, เขตการปกครองพิเศษฮ่องกง (เกาลูน) นอกจากนี้ยังมีให้พบเห็นที่ ไอร์แลนด์ (ดับลิน), ศรีลังกา, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, เยอรมัน, จีน, สหรัฐอเมริกา และตุรกี) ในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้เป็นรถโดยสารประจำทางและรถให้เช่าเพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทย


     รถโดยสารสองชั้นในประเทศไทย

รถโดยสารสองชั้นในประเทศไทยส่วนมากจะมีในรูปแบบรถทัวร์ปรับอากาศประจำทางของ บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.)รถร่วม บขส. และรถบัสนำเที่ยวของเอกชน (ให้เช่าเหมารถ) เช่น ภัสสรชัยทัวร์ซึ่งรถโดยสารสองชั้นในเมืองไทยส่วนใหญ่จะมีขนาดความยาวของตัวรถไม่เกิน 12 เมตร (แต่ในกฎระเบียบของกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันสามารถให้รถโดยสารที่มีขนาดความยาวได้ไม่เกิน15 เมตร นำออกมาวิ่งบนถนนได้)โดยรถโดยสารสองชั้นส่วนใหญ่มักจะมีจำนวนที่นั่ง 50 ที่นั่ง (มาตรฐาน ม.4 ข)ซึ่งเป็นรถโดยสารที่มีห้องน้ำบริเวณชั้นล่างของรถ แต่ของทาง บขส. จะมีแบบ 32 ที่นั่ง (มาตรฐาน ม.4 ก) และ 55 ที่นั่ง (มาตรฐาน ม.4 ค) ด้วย

รถโดยสารสองชั้นส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะมีจำนวนล้อ 8 ล้อ เนื่องจากการทรงตัวของรถโดยสารโดยที่เพลาหน้า มี 2 ล้อ, เพลากลางมี 4 ล้อ และเพลาหลังสุด มี 2 ล้อ และรถโดยสารสองชั้นบางคันจะมีจำนวนล้อ 10 ล้อด้วย โดยที่เพลาหน้า มี 2 ล้อ, เพลากลางมี 4 ล้อ เพลาหลังสุด มี 4 ล้อ

แซชซีส์ของรถโดยสารสองชั้นในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการนำแซชซีส์ของรถโดยสารเก่าๆ ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น (เช่น อีซูซุ ฮีโน่ มิตซูบิซิ นิสสันดีเซล-UD) หรือแซชซีส์ของรถโดยสารเก่าๆที่เป็นรถสัญชาติทวีปยุโรป(เช่น สแกนเนีย วอลโว่ เบนซ์ ฯลฯ) หรืออาจจะเป็นรถโดยสารหกล้อ ที่วิ่งในไทยมาทำการยกตัวถังออกเหลือแต่แซชซีส์ มาทำการดัดแปลงโดยอู่ที่มีคุณภาพมีความชำนาญในการทำ เช่นอู่สมพรการช่าง (ช่างพร เซอร์วิส บ้านโป่ง)อู่เก่งบัสพัทยา อู่ไพฑูรย์การช่าง ฯลฯ โดยการเพื่มจำนวนล้อจาก 6 ล้อ เป็น 8 ล้อหรือ 10 ล้อ ตามความต้องการของผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่ก็จะนิยมรถ 8 ล้อเมื่อประกอบแซชซีส์เสร็จแล้วจะทำการส่งแซชซีส์เข้าไปยังอู่ต่อรถโดยสาร เช่นอู่เชิดชัยอุตสาหกรรม นครราชสีมา ,อู่มีแสงหน่อย นครปฐม ,อู่พานทองกลการ บางปะกง ฉะเชิงเทรา ,หรืออู่ต่อรถโดยสารที่มีจำนวนมากในบ้านโป่ง ราชบุรี ฯลฯ เพื่อทำการประกอบตัวถังรถโดยสารสองชั้นต่อไปแต่สำหรับผู้ประกอบการรถโดยสารที่มีงบประมาณมาก อาจจะซื้อแซชซีส์ใหม่ๆที่นำเข้าจากต่างประเทศ จากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย (หรือที่เรียกกันว่าแซชซีส์ห้าง) เช่น วอลโว่ (จัดจำหน่ายโดย อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม) สแกนเนีย (จัดจำหน่ายโดย สแกนเนีย สยาม) เมอร์ซิเดส-เบนซ์ (จัดจำหน่ายโดย ธนบุรีประกอบรถยนต์)เอ็มเอเอ็น (จัดจำหน่ายโดย เอ็มเอเอ็น ยานยนต์ ประเทศไทย)ฯลฯ ในปัจจุบัน แซชซีส์รถโดยสาร (แซชซีส์ห้าง) ที่แรงที่สุดในประเทศไทย คือเอ็มเอเอ็น R37(MAN R37) มีจำนวนแรงม้า 460 แรงม้า

เบาะของรถโดยสารสองชั้นในประเทศไทยจะมีทั้งเบาะธรรมดาที่เป็นเบาะหนังเทียม เบาะกำมะหยี่ หรือจะเป็นเบาะนวดไฟฟ้าที่มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ของผู้ประกอบการรถโดยสารว่าจะติดตั้งเบาะแบบใดและจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่ผู้ผลิตเบาะนวดไฟฟ้าในประเทศไทยที่ผู้ประกอบการนิยมมีอยู่สองราย คือดำรงศิลป์กรุ๊ป และ ศรีไทยออโต้ซีท สำหรับรถโดยสารสองชั้นที่มีการติดตั้งเบาะนวดไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นรถโดยสารประจำทางของผู้ประกอบการต่างๆ เช่น ชาญทัวร์ แอร์อุดร 407 พัฒนา สมบัติทัวร์ บุษราคัมทัวร์สหพันธ์ร้อยเอ็ดทัวร์ กรุงสยามทัวร์ ฯลฯ

ป้ายทะเบียนของรถโดยสารสองชั้นในประเทศไทย(รวมไปถึงรถโดยสารสาธารณชนิดอื่นๆด้วย ยกเว้นรถแท็กซี่)จะเป็นป้ายทะเบียนสีเหลืองตัวหนังสือสีดำ ขนาดป้ายมีขนาดใหญ่กว่าป้ายทะเบียนรถทั่วไป หากเป็นรถประจำทางจะมีทะเบียน 1x-xxxxโดยทะเบียนของแต่ละจังหวัดจะเรื่มจากเลข10-0001แต่หากเป็นรถไม่ประจำทางหรือรถนำเที่ยวโดยทะเบียนของแต่ละจังหวัดจะมีทะเบียน 3x-xxxx โดยเรื่มจากเลข 30-0001 ซึ่งกลายเป็นที่มาของคำว่า "รถ 30" ซึ่งใช้เรียกกับรถโดยสารไม่ประจำทางนั่นเอง

     ความปลอดภัย

   ความปลอดภัยของรถโดยสารสองชั้นในประเทศไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ดีพอสมควรเพราะถ้ารถโดยสารสองชั้นที่ผลิดออกมาไม่มีความปลอดภัยและไม่ได้มาตรฐานจะไม่สามารถนำออกมาใช้งานบริการผู้โดยสารได้ซึ่งก่อนที่จะนำรถโดยสารสองชั้นออกมาวิ่งให้บริการนั้น จะต้องนำรถไปตรวจเช็คสภาพที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมเพื่อทำการตรวจเช็คสภาพของรถ ความปลอดภัยของรถเพื่อให้สามารถออกมาตรฐานและออกทะเบียนให้รถโดยสารสองชั้นได้ซึ่งการตรวจเช็คความปลอดภัยของรถโดยสารสองชั้นนั้น จะต้องดูกันหลายอย่างว่า ระบบเบรกว่าใช้งานและมีประสิทธิภาพเพียงใดสภาพของแชชซีส์มีความปลอดภัยหรือไม่ ระบบไฟต่างๆ เช่นไฟหน้า ไฟเลี้ยวไฟเบรกที่ท้ายรถ ใช้การได้หรือไม่ ทางออกฉุกเฉินเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุนั้นมีหรือไม่ (เช่น ประตูฉุกเฉินทางออกฉุกเฉินตรงกระจก ทางออกฉุกเฉินบริเวณเพดานของรถ)มีอุปกรณ์ดับเพลิงในรถหรือไม่ ถึงแม้ว่ารถจะมีความปลอดภัยเพียงใดแต่ความพร้อมของผู้ที่ขับรถโดยสารนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดผู้ที่ขับรถโดยสารควรจะมีความพร้อมเต็มที่ เพื่อรักษาชีวิตของผู้โดยสารบนรถให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

×

ติดต่อ